วันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2553

อัพเดทการฝึกงานสัปดาห์ที่ 3

วันนี้เป็นวันหยุด ก็เลยถือโอกาสมาอัพเดทบล็อก สำหรับการฝึกงานสัปดาห์ที่ 3 นั้น

งานส่วนใหญ่ก็จะเขียนเว็บ แต่ในสัปดาห์นี้ พี่เค้าให้ทำโปรเจคที่เป็นงานของบริษัทจริงๆเลย

รูปแบบของโปรแกรมที่เขียนก็ยังเป็นคำสั่งง่ายๆ ธรรมดาอยู่ เพราะมีความรู้แค่นั้น (อิอิ)

แล้วก็ในสัปดาห์นี้ก็เรียนรู้เรื่อง JQuery และคำสั่งที่เกี่ยวกับ Java และก็เรียนรู้

การทำงานของคำสั่งต่างๆในโปรแกรมที่พี่ๆเค้าเขียนไว้(งงมากๆๆๆๆๆๆๆๆ)



สำหรับสัปดาห์ที่ 3 ก็มีแค่นี้ครับ รออัพเดทบล็อกอีกทีก็หลังสงกรานต์นะครับ..........

วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

ผลการฝึกงาน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

บริษัทที่ฝึกงานเ้น็นการเขียนเว็บโดยใช้ ภาษา php
สำหรับสัปดาห์แรกเรียนรู้การเขียน php เบื้องต้น
เรียนเรื่องการใช้คำสั่ง insert Delete update..

สัปดาห์ที่ 2 เรียนเรื่องการใช้ Function การใช้ Class
การใช้ Session

*** หมายเหตุ
อยู่กรุงเตพ เบื่อมาก เจอเสื้อแดงด้วย แล้วก็หากินโคตรยากเลย
ของก็แพง ฮือๆๆๆๆ แต่ก็ดีนะ ฝึกงานสนุกมากๆๆ อยากทำงานจริงๆแระ
ไม่อยากกลับไปเรียนต่อแระ....อิอิ

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หันมาใช้ Software Open Source กันเถอะ ตัวเอง...!

ช่วง นี้รู้สึกตัวเองจะเป็น Geek ๆ ยังไงไม่รู้ จริงๆ Geek คือศัพท์ที่ใช้เรียกพวกบ้า เทคโนโลยีมากๆ พวก Inventor หรือ Early Adopters (อ่านการแบ่งกลุ่มช่วงของผู้บริโภคได้ที่นี่ http://www.pawoot.com/node/302) เพราะหลังจากหันมาใช้ Twitter อย่างหนัก และเริ่มรู้จักและเจอบรรดา Geek มากขึ้น มี Meeting และ Camp พวก Geek มากขึ้น ทำให้ผมรู้สึกว่าผมเป็น Geek แหะ แต่ Geek แบบเขียนโปรแกรมไม่เป็นนะ แต่เป็นเหมือนพวก "เสพติดเทคโนโลยี (Technology Addicted)" และแต่ละครั้งที่เจอพวก Geek เนี่ย หลายๆคนเค้าใช้เครื่อง Apple หรือ ส่วนใหญ่ก็หันไปใช้พวก Linux OS เช่น Ubuntu OS วันก่อน เจอ @bunthidj เปิด Ubuntu โชว์ในงาน BarCamp Bangkok 2 โอ้วแม่เจ้า ทำได้อย่าง Apple เลย แล้ว Effect และการทำงานเร็วมาก (น่าจะเร็วกว่า window เยอะนะ)

ก็เลย เริ่มมีแรงบันดาลใจ ที่จะพยายามเปลี่ยน Software ที่ตัวเองใช้ทั้งหลายหันมาใช้ Open Source แทนทั้งหมด แต่ต้องยอมรับว่า Software ตัวที่ผมใช้ประจำ "ทุกวัน" คือ Microsoft Office - Excel, PowerPoint และตัวที่ใช้หนักมากคือ Outlook เพราะการสื่อสารทุกอย่าง อยู่บนนี้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็น E-mail, Calendar, Contact และที่สำคัญคือ ผมต้องเอาสิ่งเหล่านี้ติดตัวไปด้วยผ่านทาง Pocket PC (Windows Mobile) ซึ่งมันก็ต้องอาศัยการ Sync ข้อมูลเข้ามา แต่ก็ต้องยอมรับครับว่า Outlook 2007 นี้แหละคือตัวที่กินแรม และใช้ประสิทธิภาพในเครื่องผมมากเลยทีเดียว เพราะเนื่องจาก profile ที่เก็บข้อมูลทั้งหมด ก็ล่อไป 1 Gb กว่าๆ ดังนั้น เป้าหมายผมวันนี้คือ การย้ายไปใช้ ระบบ PIM (Personal Information Management) ตัวอื่นแทน ซึ่งเป้าหมายที่วางเอาไว้คือ Mozilla Thunderbird โปรแกรม E-mail Client ที่โด่งดัง Opensource ที่มาจากค่าย Mozilla ผู้ผลิต FireFox Browser ออกมานี้เอง....

เอาวะ ตั้งใจแลัวว่าจะเปลี่ยน ก็เริ่มหาข้อมูลในการย้ายตัวเองจาก Outlook มาที่ Thunderbird โดยผมเริ่มไปโหลด Thunderbird จาก www.mozilla.com/thunderbird/


แล้วก็เริ่มลง ทุกอย่างง่ายมากครับ แป๊ปเดียวผมก็ได้ E-Mail Client มาลงไว้ที่เครื่องแล้ว ซึ่งมันมีแต่ E-mail อย่างเดียว ผมต้องลงตัว Add-on ตัว Lightenning มาลง ซึ่งเป็นตัว Calendar จัดการปฏิทิน ซึ่งผมก็ลงตัว Provider for Google Calendar เพิ่มเพราะตอนนี้ผมหันมาใช้ Google App สำหรับ E-mail ที่บริษัทแล้ว ซึ่งทำให้ผมสามารถ Sync Calendar ผ่าน Protocal iCal ของ Google Calendar มาได้ง่ายๆ เลย โอ้วสุดยอดดดดด.... ส่วน Task ปกติผมเคยลองสมัครใช้บริการของ www.RememberTheMilk.com เว็บที่ให้บริการจัดการ Task ส่วนตัวที่เจ๋งโคตร (API เยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆ) หลังจากนั้น ผมก็เริ่มหาตัว Add-on Remember the Milk Provider มาเชื่อมเข้ากับ Thunderbird ทำให้สามารถ Sync Task เข้ามาที่ ThunderBird ได้เลย และนอกจากนี้ ผมลงตัว Add on Zinus เพิ่มเติม เพื่อทำการ Sync ข้อมูล Contact จาก Gmail เข้ามาที่ Thunderbird ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นโมเดลการ ทำงานในรูปแบบใหม่ ที่มี Thunderbird เป็น App ศูนย์กลางที่เชื่อมเข้ากับ ข้อมูลจากเว็บไซต์แหล่งอื่นๆ ผ่าน API ต่าง ซึ่งทำให้การจัดการบริหารข้อมูลทั้งหมดเป็นแบบรวมศูนย์ เจ๋งมากครับ

แต่ผมมาติดปัญหาใหญ่ คือการ Sync ข้อมูลจาก Thunderbird เข้ามาที่ Pocket PC ของผมซึ่งผมก็ไปเจอโปรแกรม FinchSync ซึ่งเป็นโปรแกรมบน JAVA ที่จะช่วย Sync ข้อมูลเข้ามาที่ Pocket PC ได้แต่ยังทำไม่เสร็จนะ เดียวได้เรื่องยังไงจะมาแจ้งให้ทราบอีกที นี้ก็คือแผนการขั้นแรกของผมที่จะเตะเอา Microsoft ออกจากเครื่องของตัวเอง.... แผนสุดท้ายของผมคือ หันไปใช้ Ubantu เป็น OS แทน Windows ซึ่งมานั่งๆ ดู app ตอนนี้ในเครื่องของผมส่วนใหญ่ ก็แทบจะใช้โปรแกรมที่รันบน Linux ได้หมดแล้วนะ สำหรับท่านที่สนใจ จะลองทำตามผม ลองดูได้ที่เว็บ http://www.linuxalt.com/ ซึ่งเป็นเว็บเปรียบเทียบ Application บน windows กับ linux ว่ามีตัวแทนได้บ้าง เจ๋ง และฟรีด้วยครับ.... และก็ผมเคยเก็บบทความที่ blognone.com ทำรวบรวมไว้ว่า Opensource ตัวไหนที่ดีและคนไทยหลายๆ คนใช้กันอยู่ในปัจจุบันอ่านได้ที่นี่ครับ "10 โปรแกรม Opensource ที่คุณควรมีไว้ในเครื่องของคุณ! http://www.pawoot.com/node/153



ไม่รู้ว่าท่านไหน ใช้ Opensource ตัวไหนอยู่ หรือ ใช้ Linux OS อยู่แล้วมาแชร์ๆ กันหน่อยสิครับ

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เตรีบมตัวให้พร้อมก่อนสอบ


ช่วงนี้ก็ใกล้สอบกันแล้วนะคับ อยากจะฝากเพื่อนๆ น้องทุกคนตั้งใจในการสอบนะคับ ผมก็เลยมีเทคนิคดีๆในการสอบมาฝากทุกคนคับ หวังว่าจะมีประโยชน์กับทุกคนนะคับ

1. ทำตารางสอบ
: โดยจดวันและเวลาที่สอบไว้ให้ชัดเจน

2. อ่านตำราโดยจัดลำดับตามตารางสอบ (ในข้อ 1)
: โดยเริ่มอ่านจากวิชาที่สอบวันแรก ไปจนถึงวันสุดท้าย และควรอ่านให้จบก่อนถึงวันสอบประมาณ 4 วันหรือมากว่านั้น และอ่านทบทวนอีกครั้งในวันสุดท้ายก่อนที่จะถึงวันสอบวิชานั้นๆ

3. พูดคุยกับเพื่อนๆ
: ไม่ใช่ชวนกันคุยเรื่องแฟชั่น เสื้อผ้า ดูหนัง หรือฟังเพลงนะคะแต่เป็นการพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่เราจะสอบ ถ้าจะให้ดีควรหากลุ่มเพื่อนสนิทแล้วเริ่มอ่านหนังพร้อมกัน และเมื่ออ่านจบก็ควรซักถามในส่วนที่ยังไม่เข้าใจเพื่อจะได้เป็นการทบทวนความรู้ให้เพื่อนและเพื่อเพิ่มความเข้าใจให้แก่ตนเองด้วย

4. ค้นคว้าเพิ่มเติม
: ในกรณีที่เรายังเข้าใจในเนื้อหาที่อ่านอย่างถ่องแท้เราก็ควรค้นคว้าเพิ่มเติมจากตำรา หรือว่าอาจารย์ผู้สอนรายวิชานั้นๆ และจดบันทึกข้อควรจำที่สำคัญๆ เพื่อทำความเข้าใจก่อนสอบ

ถ้าน้องๆ ทำได้ตาม 4 ข้อข้างต้นรับรองว่าข้อสอบครั้งนี้คงไม่ยากเกินความสามารถของน้องๆ อย่างแน่นอนคับ

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Software ที่สามารถมาทดแทนการใช้งานของเสียเงินได้

MS Project ลองมาใช้ Openproj (Freeware)
โปรแกรมแทน Microsoft Project ทำได้ดีมาก ใช้งานโดยทั่วไปของการวางแผนงานโปรเจ็กได้หมด Grant Chart, Resource Chart. เปิดไฟล์ MS Project เดิมได้หมด ผมว่าใช้แทนได้เลย http://openproj.org/openproj

Adobe Acrobat Reader ลองมาใช้ Foxit Reader (Freeware)
โปรแกรมอ่าน PDF File และตัวเขียน ผมลองดูอยู่ พบว่าเร็วมาก กินแรมน้อยกว่า Adobe PDF มาอยู่เลยครับ ของฟรี ลองไปโหลดมาใช้กันได้ครับ http://www.foxitsoftware.com

MS Outlook ลองมาใช้ Mozilla Thunderbird (Freeware)
โปรแกรมอ่านเมล์ ใช้งานแทน Outlook ได้ 100% เจ๋งมากครับ ขอแนะนำเลยครับ ใ้ช้ควบคู่กับ Google Doc หรือ Gmail ได้เลยครับ อ่านวิธีการ config คร่าวๆ ได้ที่นี่ครับ http://www.mozilla.com/en-US/thunderbird/

Mind Manager ลองมาใช้ Free Mind (Freeware)
Free Mind (Freeware) สำหรับสร้าง Mind Mapping ใช้ในการคิดงาน หรือประชุมครับ แทน Mind Manager http://www.xmind.net

Visio ลองมาใช้ Visio Viewer (Freeware)
ใช้ดูเปิดไฟล์ Visio ได้โดยใช้ IE เปิด (แต่ไม่สามารถแก้ไขได้) เหมาะสำหรับดูไฟล์ VISIO Microsoft

WinZip ลองมาใช้ 7 Zip (Freeware)
7 Zip โปรแกรมบีบ-ขยายไฟล์ยอดนิยม(ของฟรี) ที่ใช้รองรับ .Zip. RAR http://sourceforge.net/projects/sevenzip/

FTP ลองมาใช้ FileZilla (Freeware)
โปรแกรมส่งข้อมูล FTP สำหรับคนทำเว็บไซต์โอนข้อมูลขึ้นไปยัง Hosting http://sourceforge.net/projects/filezilla/

ยังมีอีกเพียบคลิกเลย........... http://www.pawoot.com/software

Open Source VS Free Software

การที่ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ ก็เกรงอยู่ว่าจะเป็นบทความชวนให้ใครทะเลาะกันหรือเปล่า เพราะคำว่า Open Source (ซอฟต์แวร์แบบเปิดเผยรหัสต้นฉบับ) และ Free Software (ซอฟต์แวร์เสรี) สำหรับบางคนแล้วคำสองคำนี้อาจจะมีความหมายถึงขั้นเป็นลัทธิความเชื่อที่ห้าม ใครมาแตะต้อง เหมือนกับเมื่อสมัยหนึ่ง ที่กลุ่มคนบางคนในสังคมไทยเคยมีความเชื่อความศรัทธากับลัทธิความเชื่อบาง ประเภท หรือศาสนาบางอย่าง ซึ่ง “คนนอกวง” ไม่สามารถเข้ามาแตะต้องได้

ไม่ น่าเชื่อครับสังคมของ Open Source และ Free Software ก็เหมือนกัน บางทีถ้าหากมีคนพูดไปในแง่ลบอาจได้รับการตอบโต้แบบถึงพริกถึงขิงได้ ทั้งที่แท้จริงแล้วทั้ง Open Source และ Free Software นั้น เป็นเพียงระบบการทำงานแบบหนึ่ง ซึ่งจะต้องเข้าใจกันก่อนว่าเมื่อพูดถึงระบบในโลกนี้แล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นของสมบูรณ์แบบ และสามารถผูกขาดใช้ได้กับทุกงานและทุกคนไปเสียหมดทุกอย่าง ทุกระบบย่อมมีข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นเราจึงต้องพยายามศึกษาเปรียบเทียบเพื่อดึงมาใช้ให้เหมาะสมและเป็น ประโยชน์กับเราให้มากที่สุด

หลาย คนมองว่า Open Source และ Free Software นั้นอยู่ตรงกันข้ามกับ Proprietary Software (หมายถึงซอฟต์แวร์ที่มีเจ้าของ มีมาตรฐานผูกขาดอยู่เฉพาะตัว) แต่จริงๆ แล้วคำว่า Open Source และ Free Software ทั้งสองคำนี้ก็ยังมีข้อแตกต่างกันอยู่ สำหรับนักนิยมซอฟต์แวร์เสรีบางคน ถึงกับไม่ยอมรับให้ Open Source และ Free Software เป็นคำที่มีความหมายเหมือนกันเสียด้วยซ้ำไป เรื่องนี้จะเป็นอย่างไรนั้น เห็นทีจะต้องไปถามบิดาผู้ให้กำเนิดนิยามคำว่า ซอฟต์แวร์เสรี และ องค์การซอฟต์แวร์เสรี (Free Software Foundation) ที่ชื่อว่า ริชาร์ด เอ็ม สตอลล์แมน ผู้ที่มักจะพูดว่า “คำว่าฟรีในฟรีซอฟต์แวร์นั้น ไม่ใช่ของฟรี แต่หมายถึงฟรีดอม (Freedom : เสรีภาพ) ต่างหาก”

จริงๆ คำว่า Free Software นั้นถือกำเนิดขึ้นมานานแล้ว และก็มีคนหาว่าสตอลล์แมนนี่จะบ้าหรือเปล่าทำซอฟต์แวร์ออกมาแจกจ่ายให้ใช้ฟรี ไม่พอ ยังเปิดเผยซอร์สโค้ดให้อีกด้วย แต่สตอลล์แมนก็ทำได้ครับ ใครจะว่าก็ว่าไป แกก็ทำของแกไปเรื่อยๆ แถมยังชักชวนผู้คนมาร่วมทีมงานกันใหญ่โต จนจัดตั้งเป็นองค์การซอฟต์แวร์เสรี (Free Software Foundation ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของ FSF) ที่เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งหน่วยงานแห่งนี้ก็ได้พัฒนาซอฟต์แวร์ตั้งแต่เอดิเตอร์ชั้นดีอย่าง Emacs ไปจนถึงคอมไพเลอร์ และเครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งซอฟต์แวร์แทบทุกตัวจะพัฒนาบนยูนิกซ์ (นัยว่าสมัยเริ่มแรกยูนิกซ์ก็มีการเปิดเผยซอร์สโค้ด และแจกจ่ายกันอยู่แล้วตั้งแต่สมัย BSD Unix คาดว่าทาง FSF ก็ได้รับรากฐานมาจากซอฟต์แวร์ของ BSD Unix นี่แหละ)

พอ ลีนุกซ์ถือกำเนิดขึ้น ก็มีกระทาชายนายหนึ่งเฝ้าสังเกตถึงการเจริญเติบโตของสัง คมลีนุกซ์ ซึ่งเขามีความรู้สึกว่า กระบวนการเติบโตของลีนุกซ์ ที่นำโดยลีนัส โทรวัลด์นั้น ถึงแม้จะคล้ายแต่ก็มีความแตกต่างไปจากแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ Free Software ซึ่งนายคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน นายอีริค สตีเฟ่น เรย์มอนด์ นั่นเอง (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของ อีริค สตีเฟ่น เรย์มอนด์)

เรย์มอนด์ ไม่เพียงแต่ศึกษาการเติบโต และความสำเร็จของ ลีนุกซ์นะครับ เขาถึงกับทดลองลงไปพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้แนวคิดการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ “เปิด” ที่คล้ายกันกับการพัฒนาเคอร์เนลของ ลีนุกซ์ กับซอฟต์แวร์ที่ชื่อ “Fetchmail” การเข้าไปศึกษาแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบนี้ของเรย์มอนด์ ทำให้เขาถึงกับตั้งนิยามแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ในลักษณะนี้ขึ้นมาใหม่ว่า “Open Source” พร้อมทั้งพยายามเผยแพร่ปรัชญาโอเพ่นซอร์สให้ผู้คนและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้ รับรู้ในวงกว้าง ทั้งยังตีพิมพ์ประ สบการณ์ของเขากับการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพ่นซอร์สในหนังสือชื่อ “The Cathedral and the Bazaar” ออกมาด้วย และนับแต่นั้นเป็นต้นมาคำว่าโอเพ่นซอร์สก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เคียงข้างกับความสำเร็จของลีนุกซ์ อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ติดตามมาอีกแทบนับไม่ถ้วน

แต่ แล้วเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ ก็เกิดขึ้น เมื่อริชาร์ด สตอลล์แมน เจ้าพ่อซอฟต์แวร์เสรี ไม่เห็นด้วยกับคำว่า Open Source และ รณรงค์ให้ผู้คนเปลี่ยนหันมาใช้คำว่า Free Software และอ้างว่า คำว่า Open Source ไม่ได้ส่งเสริมและให้ความชัดเจนกับปรัชญาเรื่อง “เสรีภาพ” นอกจากนี้ถึงแม้ลีนุกซ์จะเป็นโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์อิสระที่ไม่ได้อยู่ภาย ใต้โครงการของ FSF แต่เนื่องจากลีนุกซ์เป็นเพียงเคอร์เนลหลักที่มายืมใช้ซอฟต์แวร์จาก FSF ทั้งหมด (มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นทั้งหมดหรอก มีส่วนประกอบอื่นๆ อีกมากที่ไม่ได้ใช้จาก FSF เหมือนกัน) นายสตอลล์แมน เลยต้องการให้เปลี่ยนจากชื่อ Linux เป็น GNU/Linux เพื่อแสดงความเคารพต่อ GNU และ FSF (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของ FSF)

พอ เรื่องราวกลายเป็นอย่างนี้ ก็เกิดความตกตะลึงกันทั้งวงการ ก็ไหนบอกว่าเป็นของฟรี ไหนบอกว่าเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพ แล้วทำไมถึงมีการจำกัดสิทธิ ต้องมาเรียกตามแบบโน้นแบบนี้ด้วย เรื่องนี้ถึงกับแตกแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่ายโต้เถียงกันขนาดหนัก นี่แหละครับตามหัวข้อเรื่องของผมเป๊ะเลย

ใน เหตุผลเบื้องลึกกว่านั้น อาจจะพอกล่าวได้ว่าค่ายที่นิยมการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ Free Software อย่างเข้มข้นจะปฏิเสธการปฏิสัมพันธ์กับระบบซอฟต์แวร์แบบลิขสิทธิ์ ซึ่งอาจจะตีความได้ว่าเป็นแนวคิดเชิงฝ่ายซ้ายที่ปฏิเสธแนวคิดทุนนิยมและต้อง การเปลี่ยนความคิดของคนในสังคมให้มายอมรับแนวคิด Free Software มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยกลไกแบบไวรัสของ LGPL กล่าวคือซอฟต์แวร์ที่ใช้ไลบราลีที่มีลิขสิทธิ์แบบนี้จะมีผลทำให้ซอฟต์แวร์ นั้นมีลักษณะเป็น Free Software ไปด้วย ซึ่งเป็นการมองโลกในเชิงแบบอุดมการณ์

ใน ขณะที่ค่ายที่นิยมการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ Open Source มองโลกในเชิงนักปฏิบัตินิยม (Pragmatism) มากกว่า กล่าวคือไม่ปฏิเสธการปฏิสัมพันธ์กับระบบซอฟต์ แวร์แบบลิขสิทธิ์และสนับสนุนให้ใช้กลไกเชิงพาณิชย์เข้ามาร่วมส่งเสริมการใช้ งาน Open Source อย่างกว้างขวาง เพราะเชื่อว่าในที่สุดแล้ว ทั้ง Open Source และ ซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ ก็จะต้องตัดสินกันด้วยคุณภาพและจะเป็นการแข่งขันและ check & balance กันเองด้วยซ้ำ

ตอน หลังก็ยังคงมีการถกเถียงกันอยู่ครับ แต่ฝรั่งนี่ก็ดีอยู่อย่างที่เถียงก็เถียงกันไป แต่ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานของแต่ละคนไปด้วย ทางกลุ่ม Open Source ที่นำโดยนายเรย์มอนด์ ก็ไปตั้งกลุ่มใหม่ครับ คือ Open Source Initiative (OSI) หรือโครงการส่งเสริมโอเพ่นซอร์ส มาเป็นคู่แข่งกับทาง FSF ของนายสตอลล์แมนไปซะเลย โดยที่ทาง OSI ได้ระบุว่าไม่เห็นมีความจำเป็นเลยที่จะต้องมากำหนดให้ซอฟต์แวร์ฟรีทุก อย่างต้องมาใช้สัญญาอนุญาตสิทธิ์แบบ GNU-GPL เพราะสัญญาอนุญาตสิทธิ์มีหลากหลาย เช่น BSD License, Apache Software License, MPL และ QPL เป็นต้น (ดูรายละเอียดได้ที่ โอเพนซอร์ส) ดังนั้นผู้คนจึงควรสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมกับโครงการนั้นๆ แต่ทาง FSF ก็ไม่ยอมและพยายามประชาสัมพันธ์ให้โครงการซอฟต์แวร์ฟรีนั้นหันมาใช้ GPL หรือ LGPL ตามแต่กรณีมากกว่า

ครับ ความเป็นมาของเรื่องราวเป็นอย่างนี้ผมคงต้องนำมาบันทึกไว้ให้พวกเราได้รับ ทราบ แต่สำหรับความเห็นส่วนตัวของผมนั้น ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายนั้นไม่ผิดกันทั้งคู่ ถ้าจะมีผิดบ้างก็คือพยายามจะบังคับอีกฝ่ายให้ยอมรับความเห็นและมาตรฐานของตน เอง ทั้งที่สรุปแล้วในเมื่อเรื่องพวกนี้เป็นซอฟต์แวร์เสรีตั้งแต่แรก และไม่มีใครมาบังคับให้ต้องมาทำงานกับซอฟต์แวร์เสรี ผมจึงคิดว่าการบังคับให้เป็นลักษณะนั้นลักษณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่จะเถียงกันไม่รู้จบ และที่สำคัญทั้งสองฝ่ายเถียงกันแต่ในกรอบของตัวเอง

กล่าว คือฝ่าย OSI นั้นถกเถียงอยู่ในกรอบของ Collaboration ในขณะที่ทางฝ่าย FSF กลับถกเถียงอยู่ในกรอบของปรัชญาเรื่องเสรีภาพ ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งคู่เห็นว่าซอฟต์ แวร์เสรีนั้นจะต้องมีทั้ง Collaboration และปรัชญาเสรีภาพ สุดแท้แต่ว่ากลุ่มใครจะเอาเรื่องไหนเป็นตัวนำเท่านั้นเอง แต่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าผลผลิตที่ได้คือ ซอฟต์แวร์ที่ออกมานั้นจะต้องเป็นของฟรี

แต่ สำหรับผมแล้ว กลับมองต่างกันออกไปครับ ผมกลับมองว่าทั้ง Collaboration และ ปรัชญาเสรีภาพ เป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งในการทำงานให้สำเร็จเท่านั้น และผลผลิตที่ได้ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องเป็นของฟรีอีกด้วย

ผลลัพธ์ สุดท้ายก็สุดแท้แต่ความต้องการและความพร้อมของคนในสังคมนั้นๆ ซึ่งจำเป็นจะต้องเรียนรู้และมีพัฒนาการกันอย่างต่อเนื่องกันไปมากกว่า
ที่มา : http://www.siamintelligence.com/